Tel.02-311-1387, 02-311-3903 Fax.02-741-3551
Facebook

พิธีปฐมนิเทศและปฏิญาณตน นักศึกษาครูสมาธิ รุ่นที่ 42 (ทเวจัตตาฬิสโม) คุณญาณ (ความรู้ที่ให้คุณประโยชน์) 11/02/61

พิธีปฐมนิเทศและปฏิญาณตน นักศึกษาครูสมาธิ รุ่นที่ 42 (ทเวจัตตาฬิสโม) คุณญาณ (ความรู้ที่ให้คุณประโยชน์) 11/02/61

เวลาประมาณ 09.00 น. พระเดชพระคุณพระธรรมมงคลญาณ ประธานและผู้ก่อตั้งมูลนิธิสถาบันพลังจิตตานุภาพ หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร เมตตาเป็นประธานจุดธูปเทียนและนำสวดบูชาพระรัตนตรัย

ต่อมา พระปลัดเสริมพร ธมฺมวโร กรรมการบริหารสถาบันพลังจิตตานุภาพ กล่าวรายงานเกี่ยวกับหลักสูตรครูสมาธิ พระอาจารย์พงษ์ศักดิ์ ญาณวํโส นำกล่าวคำปฏิญาณตนมอบตัวเป็นศิษย์ และนำกล่าวคำสัตย์ปฏิญาณ

หลังจากนั้น ตัวแทนนักศึกษาครูสมาธิรุ่น 41 กล่าวแสดงความรู้สึกจากการเรียนครูสมาธิให้แก่นักศึกษาใหม่   อาจารย์นิภาพร บัวทอง กรรมการมูลนิธิฯ กรรมการบริหารสถาบันฯ และประธานกรรมการจัดการบริหารหลักสูตรทั่วไป กล่าวต้อนรับนักศึกษาครูสมาธิ และดร.ศิริธัช โรจนพฤกษ์ กรรมการคุณวัฒน์และเลขาธิการมูลนิธิสถาบันพลังจิตตานุภาพฯ กล่าวต้อนรับนักศึกษาครูสมาธิ

พระเดชพระคุณพระธรรมมงคลญาณ (หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร) เมตตาให้โอวาทแก่นักศึกษาใหม่ มีใจความสำคัญ ดังนี้

"สวัสดี.... ไหนใครว่าหลวงพ่อไม่มีเสียง ทำไมมีเสียงได้ รู้ไหมว่าหลวงพ่ออายุเท่าไหร่แล้วมานั่งอยู่นี่..... 99 เหลืออีกปีเดียวก็เป็นร้อยแล้ว แต่ว่ามีสิ่งหนึ่ง แล้วก็สิ่งนั้นก็เป็นของง่าย ๆ แล้วทำไมถึงจะให้สิ่งนั้นไปอยู่ในตัวคนได้ทุกคนในโลกนี้ ก็มีอยู่ทางเดียว คือ สอนโยมให้โยมสอนโยมต่อ อย่างที่สถาบันพลังจิตตานุภาพได้กระทำอยู่ในเวลานี้ ลองคิดดูว่า ตั้งแต่สมัยครั้งโบราณกาล คนที่จะมาสอนสมาธิต้องแก่หง่อมจับไม้เท้า คนหนุ่มคนสาวมาสอนนั้นไม่ถูกต้อง คิดไปโน่น ผิดไปอย่างมหาศาล

เวลานี้หลวงพ่อก็ได้พลิกใหม่ ให้โยมสอนโยม โยมก็จะสอนโยมต่อ คนหนึ่งรับไป ไม่ต้องมา เรียนแค่นี้ 200 ชั่วโมง 6 เดือน ก็ได้แล้ว สิ่งที่ได้นั้นน่ะ มันประทับใจ เอิบอิ่มใจ ซาบซึ้งใจ มีความปลอดโปร่ง มันเกิดขึ้นมาเอง อันนั้นเขาเรียกว่า จุดที่เราต้องการ อย่างที่เราพากันแสวงหา ทุกขั้นตอน ที่ไปแสวงหาก็เพื่อที่จะให้ได้เงินมา เงินน่ะมันกินไม่ได้ อาหารมันต่างหาก แล้วก็ไปแลกเอา ทีนี้หลวงพ่อก็สอนเพื่อที่จะให้ง่ายขึ้น ก็สอนให้การทำสมาธินี่เพื่อสร้างพลังจิต ไม่ต้องเอาทำอะไร สร้างพลังจิต พลังจิตจะสร้างขึ้นมาได้อย่างไง หลวงพ่อก็บอกไว้แล้ว ขึ้นต้นเราบริกรรมพุทโธ ก่อนที่เราจะบริกรรมพุทโธนั้น เรามีอารมณ์ พอเราบริกรรมพุทโธ อารมณ์หายไป อารมณ์หายไปจิตก็เป็นหนึ่ง เมื่อจิตเป็นหนึ่งแล้ว จิตก็เป็นสมาธิ เมื่อจิตเป็นสมาธิแล้วก็มีสติ มีสติแล้วก็มีปัญญา เพราะว่าคนมองข้ามสมาธิ โดยไม่ทำสมาธิ ไปทำซะอย่างอื่น เมื่อไม่ทำสมาธิ สมาธิก็ไม่เกิด จิตก็ไม่เป็นหนึ่ง เมื่อสมาธิไม่เกิด สติก็ไม่เกิด เมื่อสติไม่เกิด ปัญญาก็ไม่เกิด ก็หายหมด แต่ถ้าหากว่ามีสมาธิ แล้วมันก็มีสติ เราไปอยู่ทุกวันนี้ที่มาฟังหลวงพ่อพูดก็ดี ใครพูดก็ดี ก็ต้องมีสติทั้งนั้น ถ้าไม่มีสติแล้วไม่รู้เรื่องว่าเขาพูดอะไร เพราะฉะนั้น อันดับแรกหลวงพ่อจึงบอกว่าให้สร้างพลังจิต สร้างพลังจิตให้มากก็เท่ากันกับว่าสะสมบุญ วาสนา บารมี คนเรานี้จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องสะสมบุญ วาสนา บารมี ให้มันเต็มเปี่ยม

แต่ว่าการสะสมบุญวาสนาบารมี ไม่ใช่ว่าเราจะเอาเงินทองมีเยอะมีเท่าไหร่ทุ่มเทลงไปเป็นวาสนาบารมี ก็ไม่ค่อยจะถูกนัก ความจริงแล้วการสร้างบุญสร้างวาสนาบารมีนั้น มาทำที่จิต มาทำที่สมาธินี่ ทีนี้การทำสมาธินี่ ไปทำให้มันยุ่งยาก ทำให้มันเป็นสิ่งที่ยาก มันก็ไม่มีใครอยากทำ ทำง่าย ๆ เรียกว่าทำง่าย ๆ แล้วก็เกิดขึ้นซึ่งสมาธิ พวกเราก็เลยพากันร่ำเรียนสมาธิภายใต้สถาบันพลังจิตตานุภาพ ง่ายยิ่งกว่าปลอกกล้วย ปลอกกล้วยยังต้องเอามือจับ พอทำสมาธิได้พลังจิตไม่ต้องเอามือจับ เพราะฉะนั้นเวลาที่ท่านทั้งหลายทำสมาธินี่ อย่าไปว่ามากว่าน้อย 5 นาทีก็ใช้ได้ 10 นาทีก็ใช้ได้ เมื่อทำไปแล้วนี่ ไม่ว่าจะทำกี่นาที พอเวลาจิตมันเป็นสมาธิขึ้นมาแล้วนี่ มันจะผลิตพลังจิตทันทีโดยอัตโนมัติ อันนี้มันเป็นสิ่งอัตโนมัติ คนที่ไม่เคยทำสมาธิเลย มานึกพุทโธ จิตมันเข้าไปถึงความเป็นหนึ่ง แล้วก็เป็นสมาธิ พอเป็นสมาธิปั๊บ ก็ได้ผลิตพลังจิตทันที เพราะฉะนั้นหลวงพ่อจึงเปรียบการทำสมาธิผลิตพลังจิตนี่คือการเหมือนกับคนหาเงิน เมื่อหาเงินมากเข้า ๆ มันก็กลายเป็นอำนาจ มีอำนาจการซื้อ มีมากก็ซื้อรถเบนซ์บ้างรถโรสรอยส์บ้าง มีน้อยก็ซื้อ เขาเรียกว่ากำลังของการซื้อเกิดขึ้นจากเงิน ฉันใดก็ดีเมื่อเวลาที่เราต้องการที่จะให้เกิดจุดพลังอำนาจ เราก็ทำสมาธินิดหนึ่งก็ได้หน่อยหนึ่งก็ได้ ทำไปทำมา คือสมาธินี่เมื่อทำลงไปแล้วได้จุด คือจุดที่มันเป็นสมาธิ เมื่อจุดเป็นสมาธิ มันก็ผลิตพลังจิตไปในตัว เมื่อผลิตพลังจิต มันก็เก็บไว้ที่จิต อย่างตั้งฐานจิตอย่างนี้ เราไปทำสมาธิครั้งแรก มาเรียนสมาธิครั้งแรกที่สถาบันพลังจิตพลังจิตตานุภาพ อาจารย์ผู้สอนก็จะต้องรีบสอนฐานของจิต ฐานที่ตั้งของจิต ฐานที่ตั้งของจิตมันอยู่ตรงไหน ที่นี้ที่เราทำไป เราไม่รู้ว่าฐานที่ตั้งของจิตอยู่ตรงไหน ก็พุทโธเรื่อยเปื่อย มันก็ได้เหมือนกัน แต่มันสู้คนที่เขารู้ว่าบ้านของเรานี่มันอยู่ที่ไหน ธนาคารมันอยู่ตรงไหน เอาเงินไปไว้เก็บไปเป็นสิทธิของเรา เหมือนกันกับเมื่อเวลาที่ทำจิตลงไปแล้วนี่ มันจะเป็นออโตเมติกหรือเราเรียกว่าเป็นอัตโนมัติ เหมือนกันกับการรับประทานอาหารนี่ เรารับประทานอาหารนี่ ขอให้รับประทานเข้าไป มันอิ่มเอง ถ้าไม่รับประทานอาหารนี่มันไม่อิ่ม ความอิ่มมันเป็นธรรมชาติอัตโนมัติอันหนึ่ง เมื่อเรารับประทานเข้าไปแล้ว เรียกว่าทำให้ถูกนะ เมื่อทำให้ถูกแล้ว ก็ทำให้ชีวิตมี เมื่อมีชีวิตก็คือว่าคนเราก็เกิดคุณค่าขึ้น เพราะฉะนั้นการที่เราจะมีพลังจิตเพิ่มเติมขึ้นมานั้น มันมีอยู่ทางเดียวแล้วก็ต้องเป็นทางที่ถูกที่พระพุทธเจ้าแนะนำไว้ว่า “มัชฌิมาปฏิปทา” พอดี ตรงไหนมันพอดีมันมีให้แก่เรารู้ว่ามันดีขนาดนี้ เมื่อเวลาที่เรารับประทานอาหารนี่ ถ้าเรารับประทานผิดทางเมื่อไหร่นี่ มันไม่มีประโยชน์ เวลาเรารับประทานอาหารเราใส่เข้าไปที่รูจมูกนี่ ใส่เข้าไปที่หูนี่ ได้อะไร เอามาใส่ ยัดใส่ไว้ตรงนี้ ถ้าหากทำอย่างนั้นรสชาติก็ไม่ได้อะไร แต่ถ้าหากว่าเขาใส่ปากเมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น ถูกต้อง เพราะฉะนั้นถึงเรียกว่า “สัมมาสมาธิ” ที่เราทำกันอยู่เวลานี้เขาเรียกว่าสัมมาสมาธิ “สัมมา” แปลว่าถูกต้อง มีเท่าไหร่ก็เข้าทางปากพอดี อิ่มแล้วก็อิ่มกัน เวลามาหิวก็มารับประทานใหม่ อย่างสมาธินี่เราจะทำเมื่อไหร่ก็ได้ ขัดสมาธิก็ได้ พับเพียบก็ได้ นั่งเฉย ๆ ก็ได้ พอได้แล้วนี่ ไม่ใช่ว่ามันได้ไปเฉย ๆ มันได้แล้วมันเก็บ ในตัวของเรานี่ มันจะมีอัตโนมัติชนิดหนึ่ง เมื่อเวลาที่ทำถูกต้อง สมาธิที่ทำถูกต้องแล้วนี่ มันจะเกิดพลังจิตทันที เมื่อเกิดพลังจิตแล้วมันก็เก็บ มันรู้จักเก็บ เก็บไว้ที่ธนาคาร พูดไปพูดมาก็คือว่า แทรกซึม มันจะแทรกซึมเข้าไปอยู่ในจิตของเรานี่ ที่นี้ถ้าหากว่าเราจะไปสอนฝรั่ง บอกว่าพลังจิตมันอยู่ที่ไหน หลวงพ่อไปสอนเขาก็บอกว่ามันอยู่ที่ One-Pointedness ทำจิตของเรานี่ให้มันเป็นหนึ่ง เป็นหนึ่งได้ไง นึกพุทโธ แต่ก่อนมันนึกอะไรสารพัด แต่เราเวลานี้ เรานึกพุทโธ พอนึกพุทโธปั๊บนี่ มันก็เกิดแล้ว เกิดไอ้ One-Pointedness มันลอยอยู่แล้ว One-Pointedness มันเป็นภาษาอังกฤษ มันแปลเป็นว่าจิตเป็นหนึ่ง พอจิตเป็นหนึ่งแล้วมันก็เป็นสมาธิ ภาษาอังกฤษเขาก็ก็ว่า Meditation พอเป็นสมาธิเป็นตัวสมาธิ พอเป็นตัวสมาธิมันก็ผลิตพลังจิตโดยอัตโนมัติ แล้วมันก็แทรกซึมเก็บไว้ที่จิต บวกสองเป็นสี่ สี่เป็นสี่เป็นแปด ไปเรื่อยไป ทำเท่าไหร่ ก็บวกเท่านั้น เมื่อบวกมากเข้าก็กลายเป็นจุดพลังอำนาจสามารถที่จะทำอะไรได้ นี่คือมัชฌิมาปฏิปทา ที่เราได้ใช้กันอยู่นี่ เวลานี้

หลวงพ่อจึงใช้คำอีกคำหนึ่งว่า สัมมาสมาธิ สัมมาแปลว่าถูก มิจฉาแปลว่าผิด มิจฉาพอทำไปก็ผิด เหมือนกันกับว่าคนรับประทานไม่รู้จักรับประทาน รับประทานของมันๆ หมูมัน ๆ อะไรมัน ๆ มันมากเข้า เขาก็อ้วน พออ้วนเข้าเป็นตุ่ม แล้วเป็นไง ก็เป็นโรคเป็นภัยตายง่าย โรคภัยไข้เจ็บ ไม่สมประกอบ เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าจึงสอนว่า มัชฌิมาปฏิปทา พอดีพองาม ๆ ก็ไม่เอาหนักนัก หลวงพ่อคิดแล้วแค่ครึ่งชั่วโมง ครึ่งชั่วโมงนี่ก็ไม่ใช่น้อยแล้ว ได้เยอะ ความคิดที่ว่า 30 นาทีต่อครั้ง เรามาเรียนสมาธินี่ 6 เดือน กี่ครั้ง หลวงพ่อก็บวกลบคูณหารไว้ให้เสร็จแล้วว่ามันได้ 200 ชั่วโมง แล้วมันก็จะได้ ได้แล้วมันก็ไม่สูญ มันก็ พลังจิตนี่ หลวงพ่อจะเปรียบง่าย ๆ ให้ฟังว่า เหมือนกันกับเราไปเรียนหนังสือนี่ ไปเรียนทุกวัน ๆ เหมือนกับว่าไปเล่น แต่แท้ที่จริงแล้ว ความรู้มันแทรกซึมอยู่จิตของเขา เขาจะเอามาใช้เมื่อไหร่ก็ได้ แต่ถ้าหากว่าไม่ไปเรียน ก็ไม่มีอะไรจะเก็บ วิชาความรู้ก็ไม่มี ถ้าหากว่าไปเรียนความรู้เหล่านั้นมันจะอยู่กับเราจนตาย อย่างคนที่เรียนมหาวิทยาก็ตาม เรียนอะไรก็ตาม มันจะอยู่ในจิตของเขา ไม่ได้หายไป พลังจิตก็เช่นเดียวกัน มันก็เกิดขึ้น พอเกิดขึ้นแล้วมันก็อยู่กับจิตของเราเป็นวาสนาติดต่อกันไป ด้วยเหตุอย่างนี้ ทุกคนสามารถที่จะมาทำได้

หลวงพ่อจึงเขียนหลักสูตรความจริงการเขียนหลักสูตรที่สถาบันฯ เป็นขั้นเป็นตอนในเวลานี้ หลวงพ่อก็เรียนรู้มาจากหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ที่ท่านประสิทธิ์ประสาทให้หลวงพ่ออย่างเต็มที่ในระยะเวลา 4 ปี เพราะฉะนั้นขอให้ทุกคนมั่นใจเถิดว่า เหมือนอย่างที่อุบาสิกาที่ได้กล่าวปราศรัยไปเมื่อกี้นี้ว่า แหม มันซาบซึ้งสุดยอดเลย มันได้ตรงนี้แหละ มันซาบซึ้งสุดยอด เขาเรียกว่าเกิด “ดวงตาเห็นธรรม” คำว่าดวงตาเห็นธรรมนี่ก็คือ เห็นชัดเจนแล้วว่า มันซึ้งอย่างนี้ มันเย็นอย่างนี้ มันลึกอย่างนี้ มันละเอียดอย่างนี้ มันซาบซึ้งตรึงใจ นี่ เป็นอย่างนั้น หลวงพ่อได้สมาธิอันนี้แหละ ตั้งแต่เมื่ออายุ 13 ขวบ แล้วมันคิดว่าทุกคนในโลกมันน่าจะได้เพราะว่ามันง่ายนิดเดียว ก็ถึงได้มีการตั้งสถาบันพลังจิตตานุภาพขึ้นมา ขอท่านทั้งหลายพากันเชื่อเถิดว่า เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า แล้วก็เป็นมรรคแปด มรรคแปดเขาเรียกว่าสัมมาสมาธิข้อที่แปด ข้อหนึ่งข้อสองก็ไปถึงข้อที่แปด ก็ได้ทรงยืนยันว่าสมาธิเป็นที่ผลิต ตามลำดับขั้นตอนตามที่ได้อธิบายมานี่ ก็มีอยู่เท่านี้อหลวงพ่อก็ได้ไปสอนที่ประเทศแคนาดา อยู่เป็นเวลาถึง 15 ปี ตั้งหลักฐานไว้ เขาก็มาแสดงความรู้สึกให้หลวงพ่อฟังว่า ฝรั่งมาบอกว่า แหม ถ้าหากว่าท่านไม่มาในที่นี้ ฉันก็ไม่ได้พบวันนี้ ฉันดีใจเหลือเกิน ทั้งพูดทั้งน้ำตาไหล หลวงพ่อก็ซาบซึ้งใจตามไปด้วย เขาได้ผล เพราะฉะนั้นเขาก็บอกว่า เขาขอบใจที่หลวงพ่อนำของดีมาให้กับเขา อย่างนี้เป็นต้น

เพราะฉะนั้นท่านทั้งหลายจงมั่นใจเสียว่าเมื่อทำไปแล้วเราสะสมพลังจิตไว้ตลอด ขั้นตอนที่ว่าจะเกิดการผลิตพลังจิตได้อย่างไร ก็แนะนำไว้แล้วว่า เมื่อบริกรรมแต่ก่อนจิตมันยังไม่สงบ พอเราบริกรรมจิตก็สงบ พอบริกรรมแล้วอารมณ์หายไปเรื่อย ในที่สุดก็เหลือความเป็นหนึ่ง พอเหลือความเป็นหนึ่งแล้วจิตก็เป็นสมาธิ จิตเป็นสมาธิแล้วจิตมันก็ผลิตพลังจิตไปในตัวเสร็จ ผลิตพลังจิตแล้วก็ไม่ทิ้งไปไหน หนึ่งก็ตาม สองก็ตาม ร้อยก็ตาม พันก็ตาม ก็จะเก็บไว้ที่จิตของเรานี่ตลอดไป ตลอดทั้งชาตินี้ ไม่ใช่ชาตินี้ชาติหน้าด้วยอย่างนี้เป็นต้น แม้ว่าเราจะเหน็ดเหนื่อยบ้าง แต่ว่าเราก็ได้ผลคุ้มค่า

ขอให้ทุกท่านที่ปรารถนาดีต่อตนของตน เพื่อให้ตนของตนได้รับสิ่งที่สมควรจะได้รับคือ ความสุข เมื่อเป็นเช่นนั้น ก็จงได้พากันร่ำเรียนให้จบ การเรียนนี่มันมีมารเยอะ เราต้องไล่มาร มารนี่มันคือความขี้เกียจ นี่เขาเรียกว่ามาร ความเห็นแก่ตัวเอาแค่นั่งสมาธิก็ทำไม่ได้ อันนั้นนี่เขาเรียกว่าพวกมาร เราต้องอย่าไปเชื่อมาร ให้เชื่อคำปฏิญาณที่หลวงพ่อบอกท่านทั้งหลายนี่แหละ

ในที่สุดนี้ ขออำนาจคุณพระรัตนตรัยที่เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ดลบันดาลให้ทุกท่าน ได้รับความสุขความเจริญ ทั่วทุกคนเทอญ"

ภายหลังจากที่นักศึกษา รับฟังโอวาทจากพระอาจารย์หลวงพ่อแล้วนั้น จึงพร้อมใจกันร้องเพลงประจำสถาบัน คือเพลงอรุณทอแสงและเพลง Shinning Sun

พระอาจารย์พงษ์ศักดิ์ ญาณวํโส มอบใบเกียรติบัตร (ใบขยันเรียน) แก่ตัวแทนนักศึกษาครูสมาธิรุ่นที่ 41 ที่เข้าเรียนสม่ำเสมอ

ต่อมา อาจารย์ธนิก คันธโชติ แนะนำหลักสูตรครูสมาธิ 3 เล่ม พระปรีดา วิปุลโพธิ อ่านกฎระเบียบและการปฏิบัติตนขณะเป็นนักศึกษา

ก่อนเสร็จพิธี นักศึกษารุ่นที่ 42 ร่วมกันรับชมวีดีโอ 20 ปีสถาบันพลังจิตตานุภาพ และแยกย้ายกันกลับด้วยความสุขและความอิ่มเอมใจ