นั่งสมาธิพอหลับตาทุกอย่างเงียบหมด แต่ถ้ามีเสียงอะไรมาจะตกใจแบบหัวใจเต้นรัวเลย พอเงียบกลับเข้าไปใหม่เริ่มกลัวสิ่งที่มองไม่เห็น(กลัวผี) เป็นแบบนี้ตลอด ทำยังไงดีค่ะ การบ้านครูสมาธิทำไม่ได่เลย
นั่งสมาธิเองที่บ้านไม่ได้เลย กลัวความมืด กลัวผี แก้ไม่หายเลย
เดินจงกรมก่อนนั่งสมาธิด้วยนะครับ
บุญรักษา เทวดาคุ้มครองครับ
ผมเคยอ่านประวัติพระมาก็มากอยู่เห็นชัดๆว่า มีพระอยู่มากองค์ท่านก็กลัวผีเหมือนพวกเรานี้และ แต่ท่านไม่ลดละความเพียร กลัวก็รู้ว่ากลัว ยิ่งกลัวก็ยิ่งภาวนามากเข้า ไม่ผิดอะไร แต่ถ้ากลัวแล้วยกเป็นเหตุไม่ทำความเพียรอันนี้ผิด คนเรากลัวแม้กระทั้งความคิดของตัวเองอย่างนี้แล้วเราจะคิดอะไรได้ อีกอย่างที่กลัวเพราะไม่เคยเห็น ถ้าเห็นเสียบ้างอาจคุ้นเคย จึงควรหาเพื่อนที่เป้นผีไว้บ้าง เช่นหารูปภาพที่น่ากลัวที่สุดเท่าจะหาได้ มานั่งดู ดูมันในที่แจ้งก่อน แล้วค่อนขยับไปดูในที่มืดๆ เอาให้มันขินชาแต่อย่างไรก็ขออย่าทิ้งการภาวนา ให้ถือเป็นหน้าที่ คนไม่ภาวนาน่ากลัวยิ่งกว่าผีเสียอีก โลกเรามันวุ่นวายเพราะคนไม่ภาวนา ไม่เคยวุ่นวายเพราะผีเลย คิดให้ดี ผมว่าถ้าคุณภาวนาเห็นผี ก็แสดงว่าคุณภาวนาเริ่มจะเป็นแล้ว เอาให้ดีเป็นกำลังใจให้..
มีหลายเรื่องที่ไม่เข้าใจ แต่ก็พร้อมที่จะเรียนรู้เสมอ รวมทั้งข้อความลงท้ายนี้ด้วย
สมัยก่อนก็ตกใจเหมือนกันครับ เวลานั่งสมาธิอยู่ดีๆ มีของตก เฃ่นไม้แขวนเสื้อก็ไม่รู้ว่าตกได้ไง กำลังนั่งเพลินๆตกใจหมด
ของผมเปิดไฟไม่มืดไม่สว่างมาก สลัวๆ ครับ แต่ ก่อนนั่งผมจะเดินจงกรมก่อน เพื่อฝึกสติ เมื่อเดินจงกรมได้สักระยะ (ค่อนข้างนาน 1000 ชั่วโมงขึ้นไป)
สติของผมเริ่มดีขึ้น เวลาไปนอกบ้านเดินที่มืดๆ มองไปในความมืด บางมุม เหมือนมีคนมายืนหรือมานั่งแต่ไม่ตกใจครับ ผมตั้งสติให้ดีแล้วมองใหม่ ก็เห็นเป็นอย่างอื่นไปเฃ่นตอไม้บ้าง
พุ่มไม้บ้าง แต่ที่เหมือนที่สุดคือ เสื้อยืดที่ใครก็ไม่รู้เอามาแขวนไว้ พอโดนลมพัดมันก็เคลื่อนไหว ให้ผมได้ตกใจเล่น
ช่วงหลังตาฝาดบ่อย ก็สนใจก็เลย ศึกษา เรื่องผี คำว่า"ผี" ในทางศัพท์พระ เรียกว่า ผู้แสวงหาที่เกิด ในคติของศาสนาพราหมณ์หมายถึงคนที่ตายแล้ววิญญาณ
กำลังแสวงหาที่เกิด แต่ยังไม่ได้เกิดในกำเนิดใดกำเนิดหนึ่งโดยมากจะไม่ปรากกฏร่างให้เห็น สิงสถิตไม่เป็นที่ หรือเป็นที่ก็ไม่นาน ยกเว้นมีที่ให้เขาอยู่
ผีอีกจำพวกหนึ่ง ทางศัพพระ เรียกว่า โอปปาติกะ แปลว่า ผู้เกิดผุดขึ้น คือผุดขึ้นเป็นตัวเป็นตนและโตเต็มที่ในทันที ดังนั้น โอปปาติกะ ได้แก่ เทวดา พรหม สัตว์นรก เปรต อสุรกาย และ
มนุษย์สมัยต้นกัลป์
ในเบื้องต้นกระผมเชื่อในบาปกรรม การที่ สัมภเวสีหรือโอปปาติกะ ปรากฎกายให้เห็น ในรูปลักษณ์ ที่น่ากลัว จนทำให้เราขาดสติ เมื่อขาดสติแล้วก็วิ่งหนีพล่าน เมื่อผู้ผมเห็นวิ่งหนี
อย่าง ขาดสติจนเกิดพลาดพลั้งทำให้ ถึงแก่ความตาย (เฃ่นวิ่งหนี ข้ามถนนตัดหน้ารถและเกิดพลาดพลั้งจนถึงแก่ความตาย) ตัวสัมภเวสีหรือโอปปาติกะเอง ก็เท่ากับผิดศีลข้อ 1
ปาณาติปาต เขาก็จะได้รับผลกรรมที่ทำกับเรา ดังนั้นโดนส่วนตัวจึงเชื่อว่าเขาจะไม่ปรากฎตัวให้เห็นกันง่ายๆ แต่ ตัวของเราเองก็ควรจะครองสติให้ได้ถ้าหาเกิดไปเจอ เพราะผม
เชื่อว่า สัมภเวสีหรือโอปปาติกะ ไม่สามารถทำอะไรเราได้ (บีบคอ หักคอ) เพราะ พวกเขาเป็นกายละเอียด ส่วนมนุษย์เราเป็นกายหยาบ ถึงอยากถูกเนื้อต้องตัวซึ่งกันและกันก็ยาก
กระผมมีความเชื่อแบบนั้นนะครับ ถ้าไม่ถูกต้องก็ต้องขออภัยครับ
ผู้พบเห็น
การตำหนิติเตียนผู้อื่น แม้เขาจะผิดจริงหรือไม่ผิด ก็เป็นการก่อกวนจิตใจตนเองให้ขุ่นมัวไปด้วยและเป็นสาเหตุทำให้เกิดทุกข์ เพราะฉะนั้นควรพิจารณาตัวเองจะดีกว่า ...
พระอาจารย์ มั่น ภูริทัตโต
...กลัวก็ลืมตาครับ...ลืมตาแล้ว"พุทโธ"ในใจไปเรื่อยๆ...หายกลัวก็หลับตาทำสมาธิต่อไป...
...กลัวมากจริงๆก็เปิดไฟสว่างๆก็ได้ ค่อยๆฝึกไป พอใจมีกำลังมากพอ มันก็เลิกกลัวไปเอง...
เจริญในธรรมครับ
(-/|\-)

