วรรณกรรมที่เกี่ยวกับสมาธิ

2 posts / 0 new
กระทู้ล่าสุด
Thamadha
ออฟไลน์
เป็นสมาชิกเมื่อ : 04/08/2011
ตั้งกระทู้:
วรรณกรรมที่เกี่ยวกับสมาธิ

การทำสมาธิ (MEDITATION)

การทำสมาธิเป็นรูปแบบของตระกูลการฝึกที่มีหลากหลายวิธี ซึ่งผู้ฝึกใช้ในการฝึกฝนจิตใจหรือการโน้มน้าวตนเองให้เข้าสู่วิถีทางของความมีสติรู้สึกตัวเพื่อให้ได้รับประโยชน์จากสมาธิที่เกิดขึ้น (Lutz และคณะ, Slagter, Dunne, Davidson, 2008; Goleman, 1988;Shear, 2006) มีรูปแบบเฉพาะของการฝึกการทำสมาธิเป็นจำนวนมาก (Goleman, 1988; Shear, 2006)

คำว่า การทำสมาธิอาจใช้ในความหมายที่แตกต่างในบริบทที่ต่างกัน การทำสมาธิถูกนำมาใช้ในการฝึกฝนตั้งแต่สมัยโบราณในฐานะเป็นองค์ประกอบในประเพณีทางศาสนาอาจเกี่ยวข้องกับการสวดอ้อนวอน หรือการพัฒนาความรู้สึก สภาวะภายใน เป็นต้นว่า ความเมตตา หรือการใส่ใจจดจ่อในจุดเฉพาะ คำว่า “สมาธิ” อาจหมายถึง “สภาวะ” หรือ “เทคนิค” ที่ถูกนำมาใช้ในการพัฒนาเพื่อให้เกิดสภาวะสมาธิขึ้น (Feuersteinและ Georg, 2006) ดังนั้นความหมายของสมาธิในความเป็นสภาวะอาจหมายถึง กระบวนการทางจิตที่ซับซ้อน ซึ่งเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงการนึกคิด การรับรู้ในประสาทรับความรู้สึก อารมณ์ ฮอร์โมน และการทำงานของระบบประสาทอัตโนมัติ (Newberg และ Iversen, 2003)

เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา ได้มีการเติบโตความความสนใจทางวิทยาศาสตร์ในสมาธิบนฐานประสาทสรีรวิทยา (Barinaga 2003 และ Knight 2004) สะท้อนจากการค้นพบที่น่าสนใจในการเปลี่ยนแปลงของประสาท (neuroplasticity) ที่เรียกกันว่า การเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากการเนี่ยวนำของสมอง (Lutz และคณะ, 2007) การทำสมาธิเป็นการฝึกการควบคุมร่างกาย – จิตใจของตนให้จดจ่อกับการฝึกฝนความใส่ใจเพื่อให้ได้มาซึ่งกระบวนการทางจิตภายใต้การควบคุมที่เกิดขึ้นด้วยความจงใจ หลักฐานที่เพิ่มขึ้นแสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของการทำสมาธิไม่ว่าจะเป็นสภาวะ (ที่เกิดในระยะสั้น)หรือลักษณะ (ที่เกิดในระยะยาว, การเปลี่ยนแปลงของสภาวะการผ่อนคลาย) (ทบทวนวรรณกรรมโดย Cahn และPolich 2006) การทำสมาธิได้แสดงถึงการเนี่ยวนำการเปลี่ยนแปลงการทำหน้าที่ของประสาทในสมอง (Davidson และLutz2008) หรือแม้จะเป็นโครงสร้างสมองก็ตาม (Hölzel และคณะ2011)

การทำสมาธิได้ฝังตัวอยู่ในวัฒนธรรม โลกทัศน์และประเพณีที่มีความหลากหลาย มีบันทึกถึงการทำสมาธิครั้งแรกในพิธีกรรมทางศาสนาฮินดู ต่อมาได้มีการนำเอาการทำสมาธิมาใช้ในบริบทอื่นนอกเหนือจากพิธีกรรมทางศาสนา เป็นต้นว่าใช้ในการออกกำลังกาย เช่น หัตโยคะ ชี่กง สันสกฤตยานา (Sanskrit Dhayana) ในบริบทของศิลปกรรม เช่น ศิละพื้นบานในแถบเอเชีย (Martial Art) ที่เน้นความสงบ เยือกเย็น และการเข้าถึงจิตวิญญาณของธรรมชาติ (Aurelius 2006)ตั้งแต่ศตวรรษ 1960s งานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวกับสมาธิได้รับความสนใจเพิ่มขึ้น (Ospina, Bond, Karkhaneh และคณะ2007)การค้นคว้าวิจัยที่มีความหลากหลายของการทำสมาธิถูกเชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงของการเผาผลาญพลังงานของร่างกาย ความดันโลหิต การทำงานของสมอง และกระบวนการทางร่างกายอื่นๆ (Newberg และIversen 2003) (Cahn และ Polich 2006) มีความแตกต่างกันเป็นจำนวนมากของสำนักฝึกสอนและประเภทของการทำสมาธิที่ปรากฎในปัจจุบัน บ้างก็เชื่อมโยงกับระบบปรัชญาที่เป็นทางการและ / หรือการปฏิบัติทางศาสนา (เช่น ฮินดู พุทธศาสนา, มุสลิม, คริสต์ ฯลฯ) ในขณะที่บางประเภทจะเป็นบุคคลที่ไม่ใช่นักบวช เช่น การทำสมาธิเจริญสติ (Kabat-Zinn 2003)

ประเภทของการทำสมาธิ (Types of meditation)

จากการศึกษาของ Marcus Aurelius (Aurelius, 2006) นักปรัชญาตะวันตก ได้จำแนกชนิดของสมาธิโดยอิงกับศาสนา ลัทธิ และวิธีการปฎิบัติออกเป็น 9 ชนิด ประกอบด้วย

1. สมาธิตามแนวศาสนาพุทธ (Buddhist meditation) โดยจะประกอบด้วย ศาสนาพุทธเถรวาทจะเน้นวิปัสสนาและอาณาปานสติ ศาสนาพุทธในประเทศญี่ปุ่นจะฝึกเทนได (Tendai concentration) รวมกับศาสนาพุทธแบบเชนของจีน (Chinese Chan Buddhism) โดยรวมเอาลัทธิเซนแบบญี่ปุ่นและเกาหลีเข้าด้วยกัน (Japanese Zen and Korean Seon)และศาสนาพุทธแบบธิเบตจะเน้นสมาธิตันตระ (Tantra)  

2. สมาธิตามแนวคริสต์ศาสนา (Christian meditation) เช่นการสวดมนต์ในโบสถ์คริสต์ การนับลูกประคำในศาสนาคริสต์นิกายคาทอริก หรือการเดินสวดมนต์เงียบๆในศาสนาคริสต์นิกายออโทดอกซ์  

3. สมาธิตามแนวศาสนายิว (Jewish meditation) การทำสมาธิในศาสนายิวมีหลายแบบเช่น “Kavanah” “Dveikut” “Niggun” เป็นต้น ในนิกายคาบาล่าห์ และฮาสิดิกจะทำสมาธิที่เรียกว่า “Hitbodedut” 

4. สมาธิตามแนวศาสนาฮินดู (Dhyana in Hinduism and Yoga) ลักษณะการทำสมาธิตามแนวศาสนาฮินดูจะมี7 ชนิด เป็นต้นว่าใช้เสียงและแสงในการทำสมาธิ วีดานตา (Vedanta) ซึ่งเป็นโยคะรูปแบบหนึ่งก็ใช้ในการฝึกสมาธิในศาสนาฮินดู

5. สมาธิตามแนวศาสนาอิสลาม (Muraqaba and Dhikr) การฝึกสมาธิในศาสนาอิสลามเกิดจาก 2 แนวคิดคือ จาก Quran และ Sunnah และจาก Sufism การฝึกสมาธิเพื่อให้จิตตั้งมั่นในศาสนาอิสลามเรียกว่า Tafakkur หรือ tadabbur 

6. สมาธิตามแนวศาสนาซิก (Nām Japō) ผู้นับถือศาสนาซิก จะทำ Nām Japō หมายถึงการตื่นนอนก่อนพระอาทิตย์ขึ้น ชำระร่างกายให้สะอาดแล้วทำสมาธิด้วยการสวดอ้อนวอนพระเจ้าเพื่อชำระจิตใจให้ผ่องใส

7. สมาธิตามแนวลัทธิเต๋า (Taoism) สมาธิตามแนวลัทธิเต๋ามีหลากหลาย ที่คุ้นเคยได้แก่ การฝึกชี่กง การฝึกไนกง ด้วยการควบคุมลมหายใจเข้าออกขณะออกกำลังกายหรือกำลังพักผ่อน  

8. สมาธิตามแนวปฎิบัติแบบทีเอ็ม (Transcendental Meditation) เป็นการทำสมาธิที่มีพื้นฐานมาจาก วีดานติคของศาสนาฮินดูและมานตรา ด้วยการฝึกหายใจเข้าออกลึกๆและเพ่งไปที่ลหายใจเพื่อให้เกิดการผ่อนคลาย

9. สมาธิตามแนวการปฎิบัติแบบซีคูล่า (Secular Meditation) เป็นการทำสมาธิด้ายการนั่งบนเก้าอี้หลังตรง หลับตา และนับลมหายใจเข้าออก

 นิวเบอร์กได้มีการแบ่งการทำสมาธิออกเป็นสองหมวดหมู่พื้นฐานโดยกำหนดจากวิธีการในการทำสมาธิ หมวดหมู่แรกเป็นการทำสมาธิที่ผู้ฝึกใช้ความพยายามง่ายๆเพื่อทำความกระจ่างในความคิดทั้งหมดของความใส่ใจ รูปแบบของการทำสมาธินี้เป็นรูปแบบหนึ่งที่ผู้ฝึกพยายามที่จะเข้าถึงภาวะส่วนบุคคลที่กำหนดคุณลักษณะโดยความรู้สึกที่ไม่มีพื้นที่ (Space)ไม่มีเวลา(no time)และความคิด(no thought)สภาวะนี้จัดเป็นประสบการณ์ของการรู้คิด ที่มีการผสมผสานเต็มรูปแบบและเป็นหน่วยเดียวกัน ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ไม่มีความรู้สึกของตัวเราและคนอื่น หมวดการทำสมาธินี้จะรวมการปฏิบัติที่มีความสัมพันธ์กับประเพณี เป็นต้นว่าในศาสนาพุทธเถรวาท (Aquili และNewberg, 1993) ส่วนในหมวดหมู่ที่สองเป็นหมวดหมู่ซึ่งผู้ฝึกได้จดจ่อความใส่ใจของตนในวัตถุ รูปภาพ วลีหรือคำเฉพาะ โดยได้รวมการทำสมาธิเพื่อความหลุดพ้น (transcendental meditation –TM) และรูปแบบต่างๆของศาสนาพุทธแบบทิเบตเข้าไว้ในหมวดหมู่นี้ รูปแบบของการทำสมาธิในหมวดนี้ถูกออกแบบมาเพื่อนำไปสู่​​ประสบการณ์เฉพาะตัวของของผู้ฝึกในการดูดซับกับวัตถุที่จดจ่ออยู่ มีความแตกต่างอื่นๆในการทำสมาธิบางแบบคือ การแนะแนวทางโดยให้ทำตามผู้นำการฝึกซึ่งมีทั้งในบุคคลหรือในเทปบันทึกเสียง ที่เป็นการใช้คำพูดกำกับผู้เข้ารับการฝึก การฝึกสมาธิอื่นอาจทำตามแบบของตัวเอง (Newbergและ Iversen, 2003) เช่นเดียวกับ Lutz ได้แบ่งการปฏิบัติสมาธิเป็นสองประเภทได้แก่ การทำสมาธิความใส่ใจที่มุ่งเน้น (focused attention meditation) ที่นำมาซึ่งความจงใจและคงไว้ซึ่งความใส่ใจในเครื่องอยู่ที่เลือกนั้นๆ และสมาธิแบบเฝ้าติดตามแบบเปิด (open monitoring meditation) ที่เกี่ยวข้องกับการเฝ้าติดตามโดยไม่มีปฏิกิริยาโต้ตอบในเนื้อหาของขณะต่อขณะของประสบการณ์ (Lutz, Slagter, Dunne, & Davidson, 2008)

 แต่เนื่องจากว่าการทำสมาธิในแต่ละประเภทสามารถแยกด้วยกระบวนการรู้คิด (cognitive process) เพราะกระบวนการรู้คิดที่แตกต่างกันจะเกี่ยวข้องกับการเกิดของคลื่นไฟฟ้าสมองช่วงความถี่ที่แตกต่างกัน (von Stein & Sarnthein, 2000) ประเภทสมาธิสามารถกำหนดจากคุณลักษณะช่วงความถี่และรูปแบบของคลื่นไฟฟ้าสมองที่เกิดขึ้นในระหว่างการทำสมาธิแต่ละรูปแบบ การจัดกลุ่มของการทำสมาธินี้จะช่วยให้สามารถเข้าใจในแง่ของความแตกต่างของการควบคุมตั้งใจความสัมพันธ์ของผู้ทำสมาธิกับสิ่งที่ใช้ในการทำสมาธิ และธรรมชาติของขั้นตอนการทำสมาธิที่แตกต่างกันทราวิส (Travis และ Shear, 2010) ได้แบ่งหมวดหมู่ของการทำสมาธิออกเป็น 3 หมวดหมู่ คือ หมวดหมู่การทำสมาธิการข้ามพ้นตนเองอัตโนมัติ (automatic self-transcending) หมวดหมู่การทำสมาธิความใส่ใจที่มุ่งเน้น (focused attention) และหมวดหมู่การทำสมาธิเฝ้าติดตามแบบเปิด (open monitoring) โดยแต่ละประเภทกำหนดโดยแถบคลื่นไฟฟ้าสมองที่เกิดขึ้น รูปแบบของสมองในระหว่างการดำเนินการทางจิต และการทำสมาธิถูกจัดหมวดหมู่บนพื้นฐานของการรายงานการเกิดคลื่นไฟฟ้าสมองแบบใส่ใจมุ่งเน้นกำแสดงลักษณะโดยการเกิดคลื่น beta/ gamma ประกอบด้วย การทำสมาธิจากพุทธทิเบต พุทธศาสนาและประเพณีแบบจีน การเฝ้าติดตามแบบเปิดแสดงลักษณะโดยการเกิดคลื่น theta ประกอบด้วยการทำสมาธิพุทธศาสนา ประเพณีจีนและประเพณีเวท การข้ามพ้นตนเองอัตโนมัติแสดงลักษณะโดยการเกิดคลื่น alpha1 ประกอบด้วยการทำสมาธิจากเวทและประเพณีแบบจีน ระหว่างหมวดหมู่ การทำสมาธิที่รวมอยู่จะแตกต่างกันในการมุ่งเน้น (focus) ความสัมพันธ์ของผู้กระทำ / วัตถุ และวิธีการ

Thamadha
ออฟไลน์
เป็นสมาชิกเมื่อ : 04/08/2011
ตั้งกระทู้:
(ไม่มีชื่อ)

Smile

ล็อกอิน หรือ ลงทะเบียน เพื่อแสดงความคิดเห็น