|
เตวีสติโม พรหมยาน
สมัครเมื่อ: Nov 2008
โพสท์: 176
|
รูปภาพบรรยากาศงานบวชชีสวดลักขีหมื่นคน
วันที่ ๙ มกราคม ๒๕๕๒ เวลา ๑๘.o๙ น. เริ่มพิธีบวชชี และสวดลักขีตลอดคืน วาระละ ๑ ชั่วโมง ถึง ๑ ชั่วโมงครึ่ง หยุดพัก ๓o นาที ง่วงก็นอน ตื่นก็สวดต่อ วันรุ่งขึ้น เวลา ๓.๔๕ น. พระเดชพระคุณพระอาจารย์หลวงพ่อปลุกญาติโยมพ่อขาวแม่ข าว นำสวดลักขีเวลา ๓.๕o - ๔.๓o น. นำนั่งสมาธิเวลา ๔.๓o- ๕.oo น. แล้วนำทำวัตรเช้า แผ่เมตตา นับเป็นความเมตตาเป็นอย่างยิ่งของพระเดชพระคุณหลวงพ่ อ นำความปลื้มปิติ ซาบซึ้ง ศรัทธามาสู่ผู้ร่วมงานโดยทั่วกัน ![]() อากาศหนาวเย็นจริงๆ หยุดพักสวด ไปหาน้ำดื้มแก้ง่วง ชา กาแฟ โอวัลติน น้ำพลังเสือโคร่ง (สูตรนี้หลายคนติดใจ) บ้างก็นอนเอาแรง แล้วตื่นขึ้นมานั่งสมาธิ สวดลักขีต่อ อรุณทอแสง สวดลักขีรอบเช้า อากาศเย็นสบาย การบวชชีสวดลักขีมีประวัติความเป็นมาซึ่งได้มาจากการ ฟังคำบรรยายของโฆษกในงาน จากเว็บไซต์ต่างๆ เช่น http://www.thairath.com/news.php?sec...&content=73456 และ http://board.palungjit.com/showthread.php?p=882381 จากพจนานุกรม และจากคำบอกเล่าของอาจารย์ดนัย ไกรวิทย์ สรุปได้ดังต่อไปนี้ พระอาจารย์หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร เป็นผู้ริเริ่มงานบวชชีสวดลักขีเป็นครั้งแรก ที่วัดดำรงธรรมาราม จังหวัดจันทบุรี เมื่อปี ๒๔๙๙ โดยมี หลวงปู่ฝั้น อาจาโร หลวงปู่อิน ญาณสิริ และ หลวงปู่กงมา จิรปุโญ เป็นผู้ให้วิสัยฯ การสวดลักขีเป็นการเจริญพระพุทธมนต์ สวดสรรเสริญพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ (อิติปิโส…สวากขาโต…สุปะฏิปัน…) สวด ๑ ครั้งก็เรียกว่า ๑ จบ สวดลักขีให้สวดซ้ำๆกันให้ได้ถึง ๑๐๐,๐๐๐ จบเป็นอย่างต่ำ โดยนับจากจำนวนผู้ที่ถือบวชคูณด้วยจำนวนจบ เช่น ถ้ามีผู้สวดจำนวน ๑,๐๐๐ คน สวดคนละ ๑๐๐ จบ ก็จะได้ ๑๐๐,๐๐๐ จบ ในงานสวดทั้ง ๒ วัน ๓ คืน จะได้เป็นจำนวนหลายล้านจบทีเดียว (สวด ๑๐๐ จบใช้เวลาประมาณ ๓ ชั่วโมง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับอัตราความช้าเร็วของพระผู้นำสวด) คำว่าลักขี มาจากภาษาบาลี “ลักขะ” แปลว่าจํานวนแสนหนึ่ง การบวชชีสวดลักขีเป็นการสะสมและบำเพ็ญบุญบารมี ๑๐ ประการ คือ ทานบารมี ศีลบารมี เนกขัมมบารมี ปัญญาบารมี วิริยบารมี ขันติบารมี สัจจบารมี อธิษฐานบารมี เมตตาบารมี และ อุเบกขาบารมี สวดเพื่อเสริมความเป็นสิริมงคล ให้เกิดความร่มเย็นเป็นสุข ปราศจากทุกข์ โศก โรค ภัย เชื่อว่าจะส่งผลส่งพลังในบำรุงรักษาสุขภาพให้แข็งแรง ป้องกันโรคภัยไข้เจ็บ ทำให้อายุยืนยาว ชีวิตมีความสงบและสุขใจ มีเรื่องเล่าต่อกันมาว่า มีชายคนหนึ่งที่จันทบุรีสิ้นลมหายใจแล้วถูกนำไปนรก โดนจับโยนลงกระทะทองแดงถึง ๓ ครั้ง แต่ก็มีผู้มาช่วยจับเหวี่ยงออกจากกระทะทองแดงถึง ๓ ครั้ง ชายคนนั้นยังไม่ถึงเวลาตายจริงก็กลับฟื้นขึ้นมา เล่าให้ญาติมิตรฟัง ที่แขนยังมีรอยแผลที่โดนน้ำในกระทะทองแดงลวกเอา มีผู้ถามว่าผู้ที่ช่วยจับเหวี่ยงออกมาจากกระทะทองแดง นั้นเป็นใคร ชายผู้นั้นนั่งนึกอยู่ ในที่สุดก็จำได้ว่าครั้งหนึ่งเคยไปเข้าบวชชีสวดลักขี ที่จันทบุรี และจำได้ว่าผู้ที่ช่วยนั้นคือพระอาจารย์หลวงพ่อวิริย ังค์ สิรินฺธโร นับแต่นั้นเป็นต้นมาชายผู้นั้นนั้นก็เลิกอาชีพต้มเหล ้าไม่ทำบาปอีกต่อไป บทสวดลักขีใช้บทสวดบูชาสรรเสริญพระพุทธคุณ พระธรรมคุณและพระสังฆคุณ ดังต่อไปนี้ (เพื่อให้เข้าใจความหมาย จึงขอใส่คำแปลประกอบด้วย แต่การสวดไม่ได้สวดคำแปลนะครับ) อิติปิ โส ภะคะวา (เพราะเหตุอย่างนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น) อะระหัง (เป็นผู้ไกลจากกิเลส) สัมมาสัมพุทโธ (เป็นผู้ตรัสรู้ชอบโดยพระองค์เอง) วิชชาจะระณะสัมปันโน (เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ) สุคะโต (เป็นผู้ไปแล้วด้วยดี) โลกะวิทู (เป็นผู้รู้โลกอย่างแจ่มแจ้ง) อะนุตตะโร ปุริสะธัมมะสาระถิ (เป็นผู้สามารถฝึกบุรุษที่สมควรฝึกได้ อย่างไม่มีใครยิ่งกว่า) สัตถาเทวะมนุสสานัง (เป็นครูผู้สอนของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย) พุทโธ (เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานด้วยธรรม) ภะคะวาติ. (เป็นผู้มีความเจริญจำแนกธรรมสั่งสอนสัตว์ ดังนี้) สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม (พระธรรม เป็นสิ่งที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ดีแล้ว) สันทิฏฐิโก (เป็นสิ่งที่ผู้ศึกษาและปฏิบัติ พึงเห็นได้ด้วยตนเอง) อะกาลิโก (เป็นสิ่งที่ปฏิบัติได้ และให้ผลได้ไม่จำกัดกาล) เอหิปัสสิโก (เป็นสิ่งที่ควรกล่าวกับผู้อื่นว่าท่านจงมาดูเถิด) โอปะนะยิโก (เป็นสิ่งที่ควรน้อมเข้ามาใส่ตัว) ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหีติ. (เป็นสิ่งที่ผู้รู้ พึงรู้ได้เฉพาะตน ดังนี้ฯ) สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ (สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าหมู่ใด ปฏิบัติดีแล้ว) อุชุปฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ (สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าหมู่ใด ปฏิบัติตรงแล้ว) ญายะปฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ (สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าหมู่ใด ปฏิบัติเพื่อรู้ธรรมเป็นเครื่องออกจากทุกข์แล้ว) สามีจิปฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ (สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าหมู่ใด ปฏิบัติสมควรแล้ว) ยะทิทัง (ได้แก่บุคคลเหล่านี้คือ) จัตตาริ ปุริสะยุคานิ อัฏฐะ ปุริสะปุคคะลา (คู่แห่งบุรุษสี่คู่ นับเรียงตัวได้แปดบุรุษ) เอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ (นั่นแหละ สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า) อาหุเณยโย (เป็นผู้ควรแก่สักการะที่เขานำมาบูชา) ปาหุเนยโย (เป็นผู้ควรแก่สักการะที่จัดไว้ต้อนรับ) ทักขิเนยโย (เป็นผู้ควรรับทักษิณาทาน) อัญชะลีกะระณีโย (เป็นผู้ที่บุคคลทั่วไปควรทำอัญชลี) อะนุตตะรัง ปุญญักเขตตัง โลกัสสาติ (เป็นเนื้อนาบุญของโลก ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า ดังนี้) |
|
|
|
![]() |
| ความผิดพลาดต่อไปนี้เกิดขึ้นตอนที่ข้อความนี้ถูกส่งไป |
| Okay |
|
ข้อความ:
|
| ขณะนี้มีผู้ใช้งานกำลังดูหัวข้อนี้อยู่ : 1 คน ( เป็นสมาชิก 0 คน และ บุคคลทั่วไป 1 คน ) | |
| เครื่องมือหัวข้อ | |
| Display Modes | |
|
|
ลิงค์ธรรมะ |
วัดธรรมมงคล | หลวงตา | พลังจิต | Willpowerinstitute | Budpage | Larndham | Kalyanamitra | Kanlayanatam |
|
ลิงค์ Partner |
||